ติดต่อโฆษณา โทร. 086-989-1967
24 เมษายน 2556 เวลา 14:57 น.
 

ผศ.พญ.นันทิการ์ สันสุวรรณ อาจารย์ประจำภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า การนอนกรนจะพบประมาณร้อยละ 20 ของคนทั่วไป ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ซึ่งการนอนกรน คือ เสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของอวัยวะทางเดินหายใจส่วนต้น เช่น เพดานอ่อน ลิ้นไก่ ผนังคอหอยและลิ้น เมื่อมีการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนต้น ทำให้ลมหายใจผ่านลงไปไม่สะดวก เกิดการหมุนวนของกระแสลม และอวัยวะของทางเดินหายใจสั่นสะเทือนจึงเกิดเสียงกรนขึ้น

การนอนกรนมี 2 ประเภท คือ การนอนกรนธรรมดาที่มีการตีบแคบลงของทางเดินหายใจขณะนอนหลับบางส่วน ทำให้เกิดเสียงรบกวนคนข้างเคียงแต่ไม่เป็นอันตราย ส่วนอีกประเภทการนอนกรนที่มีการหยุดหายใจร่วมด้วย เนื่องจากการอุดกั้นของทางเดินหายใจขณะนอนหลับทำให้เกิดการหยุดหายใจ จึงทำให้เสียงกรนไม่สม่ำเสมอ อาจมีการสะดุ้งตื่น กลั้นหายใจ หรือสำลักร่วมด้วย ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ

ทั้งนี้จะส่งผลเสียตามมาคือทำให้เกิดอาการง่วงนอนในตอนกลางวัน ไม่มีสมาธิในการทำงาน ความจำลดลง หงุดหงิดอารมณ์เสียง่ายกว่าปกติ ส่วนในเด็กจะมีพัฒนาการของสมองและร่างกายไม่ดี นอกจากนี้เสี่ยงที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดในสมอง และโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

ส่วนวิธีการรักษาการนอนกรนคือการควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์ โดยการจำกัดปริมาณและชนิดอาหาร การออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง และควรหลีกเลี่ยงยาบางชนิดที่ทำให้ง่วง เช่น ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท และยาแก้แพ้ชนิดง่วง หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดรวมถึงเลี่ยงการสูบบุหรี่ และควรนอนในท่าตะแคงข้างหนุนศีรษะสูงเล็กน้อย หากผู้ที่เป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้และไซนัสอักเสบควรทำการรักษา เพื่อให้เนื้อเยื่อของทางเดินหายใจหดตัวลง และทางเดินหายใจกว้างขึ้น

 
ผู้สื่อข่าว : กมลวรรณ มีปิ่น
 
ทันเหตุการณ์ เห็นอนาคต กับสปริงนิวส์ได้ทาง fb.com/SpringNews19
SpringNews